2006/Mar/03

แบบสอบถามภาวะอารมณ์เศร้า

วงกลมรอบข้อที่ตรงกับท่าน หรือใกล้เคียงมากที่สุด ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา

1 ก. ท้อแท้ใจมาก หมดหวังในอนาคต

ข. ท้อแท้ใจ มองอนาคตในแง่ร้าย

ค. ท้อแท้ใจบ้างบางครั้ง

ง. ไม่หมดหวัง

2 ก. คิดวางแผนฆ่าตัวตาย

ข. คิดอยากตาย

ค. ชีวิตนี้ไม่น่าอยู่ คิดถึงเรื่องความตายบ่อยๆ แต่ไม่ถึงกับอยากตาย

ง. ไม่ได้คิดถึงเรื่องการตาย

3 ก. รู้สึกอย่างมากว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี หรือไม่มีค่าเลย

ข. รู้สึกผิด คิดแต่เรื่องความผิดของตัวเองในอดีต

ค. รู้สึกตัวเองเป็นคนไม่ดีอยู่บ่อย ๆ

ง. ไม่รู้สึกผิด หรือคิดว่าตัวเองไม่ดี

4 ก. อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร

ข. คิดอะไร ทำอะไรเชื่องช้าลงมาก

ค. คิดอะไร ทำอะไรเชื่องช้าลงกว่าเดิมบ้าง

ง. ความคิด การกระทำยังเหมือนเดิม

5 ก. งุ่นง่าน เดินไปมา อยู่ไม่ติดที่ เป็นบ่อย

ข. กระสับกระส่าย อยู่นิ่งไม่ค่อยได้

ค. ร้อนใจ กระวนกระวาย

ง. ไม่ร้อนใจ หรือกระสับกระส่าย

6 ก. ซึมเศร้ามาก ร้องไห้บ่อย

ข. หดหู่ ซึมเศร้าอยู่ตลอด ทำใจให้สบายไม่ได้เลย

ค. รู้สึกซึมเซา ไม่แจ่มใสเหมือนเคย

ง. จิตใจสบายดี

7 ก. คิดมาก กังวลใจไปหมดทุกเรื่อง

ข. คิดมาก กังวลใจบ่อย

ค. คิดมาก กังวลใจง่ายกว่าแต่ก่อน

ง. ไม่วิตกกังวล

8 ก. เบื่อไปหมดทุกอย่าง ไม่อยากทำอะไรเลย

ข. รู้สึกเบื่อ ไม่มีความเพลินใจ

ค. เบื่อง่าย แต่ยังพอมีความเพลินใจอยู่บ้าง เช่น เวลาดูโทรทัศน์ มีคนมาคุยด้วย

ง. มีความสนใจในเรื่องต่างๆ เหมือนเดิม

9 ก. หงุดหงิดมาก มีการทะเลาะกัน ทำลายข้าวของ

ข. หงุดหงิด ฉุนเฉียวบ่อย

ค. หงุดหงิดง่ายกว่าเดิม แต่พอคุมได้

ง. ไม่มีอารมณ์หงุดหงิด

10 ก. หลับยากทุกคืน หรือต้องกินยาให้หลับ

ข. หลับยากค่อนข้างบ่อย

ค. หลับยากบางครั้ง

ง. นอนหลับปกติดี

11 ก. ตื่นกลางดึกแทบทุกคืน หลับไม่ได้เลย

ข. ตื่นค่อนข้างบ่อย หลับต่อยาก

ค. นอนหลับไม่สนิท กระสับกระส่าย

ง. หลับปกติดี

12 ก. เบื่ออาหารมาก กินแทบไม่ได้เลย

ข. เบื่ออาหารแต่พอฝืนกินได้

ค. ไม่เจริญอาหารเหมือนเดิม

ง. กินอาหารได้ตามปกติ

13 ก. เหนื่อยหรืออ่อนเพลียมาก จนทำอะไรไม่ได้เลย

ข. เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ทำอะไรก็เหนื่อยไปหมด

ค. เหนื่อย อ่อนเพลียง่ายกว่าที่เคย

ง. ไม่มีอาการอ่อนเพลีย

14 ก. ไม่สนใจทางเพศอีกเลย

ข. สนใจทางเพศลดลงมาก

ค. สนใจทางเพศลดลงบ้างจากเคย

ง ความสนใจทางเพศคงเดิม

15 ก. ตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย

ข. ลังเลใจ ตัดสินใจไม่ค่อยได้แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ

ค. ลังเลใจบ้าง ไม่อยากตัดสินใจ

ง. ไม่มีลังเลใจ

16 ก. เชื่อว่าตัวเองมีโรคทางร่างกายแน่

ข. กังวลใจ คิดว่าตัวเองน่าจะมีโรคทางร่างกาย

ค. ห่วงสุขภาพของตัวเองกว่าแต่ก่อน

ก. ไม่กังวลโรคทางร่างกาย

17 ก. ใจลอยมาก ไม่มีสมาธิเลย

ข. ใจลอย สมาธิไม่ดี ต้องตั้งใจมาก เวลาจะทำอะไรสักอย่าง

ค. ใจลอย สมาธิไม่ค่อยดีเหมือนก่อน

ง. สมาธิปกติ

18 ก. ทำงานไม่ได้เลย

ข. ทำงานแย่ลงกว่าเดิม ต้องบังคับตัวเองมากให้ทำงาน

ค. ต้องฝืนใจ เวลาจะทำงาน หรือเริ่มทำอะไรบางอย่าง

ง. ทำงานได้ตามปกติ

19 อาการทางร่างกาย เช่น ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม แน่นท้อง มือชา ปวดศีรษะ

ก. มีอาการเหล่านี้บ่อยมาก

ข. มีอาการเหล่านี้ค่อนข้างบ่อย

ค. มีอาการเหล่านี้บ้างบางครั้ง

ง. ไม่มีอาการทางร่างกายอะไร

20 ก. ไม่สนใจใครเลย ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่าง

ข. ไม่ค่อยสนใจใคร ไม่คิดอยากพูดคุยกับใคร

ค. สนใจคนอื่นๆ รอบข้างน้อยกว่าเดิม

ง. ความสนใจต่อคนอื่นเหมือนเดิม

การคิดคะแนน ข้อ ก=3 คะแนน, ข=2 คะแนน, ค=1 คะแนน, ง=0 คะแนน แล้วนำคะแนนทุกข้อมารวมกัน เทียบความรุนแรงตามตารางข้างล่างนี้

ความรุนแรงค่าคะแนนรวม
ไม่มีภาวะซึมเศร้า

น้อยกว่า 21

ภาวะซึมเศร้าขั้นอ่อน

21-25

ภาวะซึมเศร้าขั้นปานกลาง

26-34

ภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง

35-40

ภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรงมาก

มากกว่า 40

ผู้ที่มีค่าคะแนนอยู่ระหว่าง 20 ถึง 34 ควรทำซ้ำอีกใน 2 สัปดาห์ต่อมา หากค่าคะแนนยังอยู่ระดับนี้หรือเพิ่มขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อประเมินปัญหา สำหรับผู้ที่มีคะแนนรวมมากกว่า 35 ควรพบแพทย์ทันที

2006/Mar/03

โรคซึมเศร้าคืออะไร

สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วคำว่าโรคซึมเศร้าฟังดูไม่คุ้นหู ถ้าพูดถึงเรื่องซึมเศร้าเรามักจะนึกกันว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดจากความผิดหวัง หรือการสูญเสียมากกว่าที่จะเป็นโรค ซึ่งตามจริงแล้ว ที่เราพบกันในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกธะรรมดาๆ ที่มีกันในชีวิตประจำวัน มากบ้างน้อยบ้าง อย่างไรก็ตามในบางครั้ง ถ้าอารมณ์เศร้าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอยู่นานโดยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น หรือเป็นรุนแรง มีอาการต่างๆ ติดตามมา เช่น นอนหลับๆ ตื่นๆ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก หมดความสนใจต่อโลกภายนอก ไม่คิดอยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ก็อาจจะเข้าข่ายของโรคซึมเศร้าแล้ว

คำว่า "โรค" บ่งว่าเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้อาการทุเลา ต่างจากภาวะอารมณ์เศร้าตามปกติธรรมดาที่ถ้าเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวคลี่คลายลง หรือมีคนเข้าใจเห็นใจ อารมณ์เศร้านี้ก็อาจหายได้ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้านอกจากมีอารมณ์ซึมเศร้าร่วมกับอาการต่างๆ แล้ว การทำงานหรือการประกอบกิจวัตรประจำวันก็แย่ลงด้วย คนที่เป็นแม่บ้านก็ทำงานบ้านน้อยลงหรือมีงานบ้านคั่งค้าง คนที่ทำงานนอกบ้านก็อาจขาดงานบ่อยๆ จนถูกเพ่งเล็ง เรียกว่าตัวโรคทำให้การประกอบกิจวัตรประจำวันต่างๆ บกพร่องลง หากจะเปรียบกับโรคทางร่างกายก็คงคล้ายๆ กัน เช่น ในโรคหัวใจ ผู้ที่เป็นก็จะมีอาการต่างๆ ร่วมกับการทำอะไรต่างๆ ได้น้อยหรือไม่ดีเท่าเดิม

ดังนั้น การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นเป็นคนอ่อนแอ คิดมาก หรือเป็นคนไม่สู้ปัญหา เอาแต่ท้อแท้ ซึมเซา แต่ที่เขาเป็นนั้นเป็นเพราะตัวโรค กล่าวได้ว่าถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม โรคก็จะทุเลาลง เขาก็จะกลับมาเป็นผู้ทีจิตใจแจ่มใส พร้อมจะทำกิจวัตรต่างๆ ดังเดิม

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก การเปลี่ยนแปลงหลักๆ จะเป็นในด้านอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรม ร่วมกับอาการทางร่างกายต่างๆ ดังจะได้กล่าวต่อไป

การเปลี่ยนแปลงในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า

การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ อาจเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นเดือนๆ หรือเป็นเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์เลยก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย เช่น มีเหตุการณ์มากระทบรุนแรงมากน้อยเพียงได บุคลิกเดิมของเจ้าตัวเป็นอย่างไร มีการช่วยเหลือจากคนรอบข้างมากน้อยเพียงได เป็นต้น และผู้ที่เป็นอาจไม่มีอาการตามนี้ไปทั้งหมด แต่อย่างน้อยอาการหลักๆ จะมีคล้ายๆ กัน เช่น รู้สึกเบื่อเศร้า ท้อแท้ รู้สึกตนเองไร้ค่า นอนหลับไม่ดี เป็นต้น

ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

1. อารมณ์เปลี่ยนแปลงไป ที่พบบ่อยคือจะกลายเป็นคนเศร้าสร้อย หดหู่ สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อย เรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็ดูเหมือนจะอ่อนไหวไปหมด บางคนอาจไม่มีอารมณ์เศร้าชัดเจนแต่จะบอกว่าจิตใจหม่นหมอง ไม่แจ่มใส ไม่สดชื่นเหมือนเดิม

บางคนอาจมีความรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่เดิมตนเคยทำแล้วเพลินใจหรือสบายใจ เช่น ฟังเพลง พบปะเพื่อนฝูง เข้าวัด ก็ไม่อยากทำหรือทำแล้วก็ไม่ทำให้สบายใจขึ้น บ้างก็รู้สึกเบื่อไปหมดตั้งแต่ตื่นเช้ามา

บางคนอาจมีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย อะไรก็ดูขวางหูขวางตาไปหมด กลายเป็นคนอารมณ์ร้าย ไม่ใจเย็นเหมือนก่อน

2. ความคิดเปลี่ยนไป มองอะไรก็รู้สึกว่าแย่ไปหมด มองชีวิตที่ผ่านมาในอดีตก็เห็นแต่ความผิดพลาดความล้มเหลวของตนเอง ชีวิตตอนนี้ก็รู้สึกว่าอะไรๆ ก็ดูแย่ไปหมด ไม่มีใครช่วยอะไรได้ ไม่เห็นทางออก มองอนาคตไม่เห็น รู้สึกท้อแท้หมดหวังกับชีวิต

บางคนกลายเป็นคนไม่มั่นใจตนเองไป จะตัดสินใจอะไรก็ลังเลไปหมด รู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถ ไร้คุณค่า เป็นภาระแก่คนอื่น ทั้งๆ ที่ญาติหรือเพื่อนๆ ก็ยืนยันว่ายินดีช่วยเหลือ เขาไม่เป็นภาระอะไรแต่ก็ยังคงคิดเช่นนั้นอยู่

ความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ความคับข้องใจ ทรมานจิตใจ เหล่านี้อาจทำให้เจ้าตัวคิดถึงเรื่องการตายอยู่บ่อยๆ แรกๆ ก็อาจคิดเพียงแค่อยากไปให้พ้นๆ จากสภาพตอนนี้ ต่อมาเริ่มคิดอยากตายแต่ก็ไม่ได้คิดถึงแผนการณ์อะไรที่แน่นอน เมื่ออารมณ์เศร้าหรือความรู้สึกหมดหวังมีมากขึ้น ก็จะเริ่มคิดเป็นเรื่องเป็นราวว่าจะทำอย่างไร ในช่วงนี้หากมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนจิตใจก็อาจเกิดการทำร้ายตนเองขึ้นได้จากอารมณ์ชั่ววูบ

3. สมาธิความจำแย่ลง จะหลงลืมง่าย โดยเฉพาะกับเรื่องใหม่ๆ วางของไว้ที่ไหนก็นึกไม่ออก ญาติเพิ่งพูดด้วยเมื่อเช้าก็นึกไม่ออกว่าเขาสั่งว่าอะไร จิตใจเหม่อลอยบ่อย ทำอะไรไม่ได้นานเนื่องจากสมาธิไม่มี ดูโทรทัศน์นานๆ จะไม่รู้เรื่อง อ่านหนังสือก็ได้ไม่ถึงหน้า ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ทำงานผิดๆ ถูกๆ

4. มีอาการทางร่างกายต่างๆ ร่วม ที่พบบ่อยคือจะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ซึ่งเมื่อพบร่วมกับอารมณ์รู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากทำอะไร ก็จะทำให้คนอื่นดูว่าเป็นคนขี้เกียจ ปัญหาด้านการนอนก็พบบ่อยเช่นกัน มักจะหลับยาก นอนไม่เต็มอิ่ม หลับๆตื่นๆ บางคนตื่นแต่เช้ามืดแล้วนอนต่อไม่ได้

ส่วนใหญ่จะรู้สึกเบื่ออาหาร ไม่เจริญอาหารเหมือนเดิม น้ำหนักลดลงมาก บางคนลดลงหลายกิโลกรัมภายใน 1 เดือน นอกจากนี้ยังอาจมีอาการท้องผูก อืดแน่นท้อง ปากคอแห้ง บางคนอาจมีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว

5. ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเปลี่ยนไป ดังกล่าวบ้างแล้วข้างต้น ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะดูซึมลง ไม่ร่าเริง แจ่มใส เหมือนก่อน จะเก็บตัวมากขึ้น ไม่ค่อยพูดจากับใคร บางคนอาจกลายเป็นคนใจน้อย อ่อนไหวง่าย ซึ่งคนรอบข้างก็มักจะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนไป บางคนอาจหงุดหงิดบ่อยกว่าเดิม แม่บ้านอาจทนที่ลูกๆ ซนไม่ได้ หรือมีปากเสียงระหว่างคู่ครองบ่อยๆ

6. การงานแย่ลง ความรับผิดชอบต่อการงานก็ลดลง ถ้าเป็นแม่บ้านงานบ้านก็ไม่ได้ทำ หรือทำลวกๆ เพียงให้ผ่านๆ ไป คนที่ทำงานสำนักงานก็จะทำงานที่ละเอียดไม่ได้เพราะสมาธิไม่มี ในช่วงแรกๆ ผู้ที่เป็นอาจจะพอฝืนใจตัวเองให้ทำได้ แต่พอเป็นมากๆ ขึ้นก็จะหมดพลังที่จะต่อสู้ เริ่มลางานขาดงานบ่อยๆ ซึ่งหากไม่มีผู้เข้าใจหรือให้การช่วยเหลือก็มักจะถูกให้ออกจากงาน

7. อาการโรคจิต จะพบในรายที่เป็นรุนแรงซึ่งนอกจากผู้ที่เป็นจะมีอาการซึมเศร้ามากแล้ว จะยังพบว่ามีอาการของโรคจิตได้แก่ อาการหลงผิดหรือประสาทหลอนร่วมด้วย ที่พบบ่อยคือ จะเชื่อว่ามีคนคอยกลั่นแกล้ง หรือประสงค์ร้ายต่อตนเอง อาจมีหูแว่วเสียงคนมาพูดคุยด้วย อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้มักจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อได้รับการรักษา อารมณ์เศร้าดีขึ้น อาการโรคจิตก็มักทุเลาตาม

2006/Mar/03

กว่าจะตัดสินใจเขียนBlog นี้ได้ใช้เวลานานเอาการ

เผื่อว่าการได้ระบายอะไรต่อมิอะไรกับคนอื่น จะช่วยให้ดีขึ้นมากกว่าการพูดคุยกับจิตแพทย์อาทิตย์ละครั้ง

ฉันค้นพบตัวเองว่าตัวเองเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเมื่อสามปีที่แล้ว

มันเป็นสามปีที่ทรมาน และในขณะเดียวกัน มันก็เป็นสามปีที่ฉันสบายใจ

อย่าน้อยฉันก็รู้ตัวเองว่าฉันกำลังป่วย ถึงแม้มันจะเป็นอาการป่วยทางจิต แต่ฉันก็ดีใจที่ฉันรู้คำตอบของการนอนร้องไห้ทุกค่ำคืน การหดหู่อย่างไร้สาเหตุของฉันเสียที และฉันจึงได้เริ่มทำการรักษา และเยียวยาจิตใจตัวเองมาโดยตลอด

ปี 1999 คุณตาฉันเสียชีวิต ฉันมักคิดไปเองเสมอว่าวิญญาณของคุณตาคือสิ่งเดียวที่ฉันยึดเหนี่ยว และการมาปรากฏตัวของคุณตาทุกครั้งที่ฉันท้อแท้จึงกลายเป็นกำลังใจชั้นเยี่ยมที่ทำให้ฉันมีอยู่ แต่สุดท้ายฉันก็ค้นพบว่านั่นเป็นแค่ภาพลวงตาที่ฉันสร้างขึ้นมาหลอกตัวเองไปวันวัน

ปี 2002 ฉันถูกคนที่ฉันรักทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ

สภาวะที่ฉันไม่พร้อมจะต่อสู้ และฉันมัวแต่ใช้เวลาอย่างเปล่าประโยชน์ หายใจหมดไปวันๆ กับคราบน้ำตาที่รินไหล

ฉันกลายเป็นคนไม่กล้าออกสังคม เลือกที่จะตัดเพื่อนออกจากชีวิตไปทีละคน ทีละคน เพราะมัวแต่ดูถูกตัวเองว่า เป็นคนไร้ค่า

สุดท้ายฉันจึงนั่งจับเจ่าอยู่กับตัวเองในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีเพียงเสียงไฟสลัว ถึงเวลากินไม่กิน ถึงเวลานอนไม่นอน ใช้ชีวิตผิดปกติ มานานแสนนาน

จนก่อนที่ฉันจะย่ำแย่ไปกว่านี้ฉันจึงตัดสินโทรไป Call Center ของโรงพยาบาลศรีธัญญา เพราะอารมณ์ที่คิดได้เองว่า ฉันอยากหลุดพ้น

คุยกับเจ้าหน้าที่ได้ไม่นาน เขาสรุปว่า ฉันควรไปพบจิตแพทย์ให้เร็วที่สุด

รุ่งขึ้นของวันใหม่ ฉันจึงตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา

ซึ่งอยู่ใกล้บ้านมากกว่าโรงพยาบาลศรีธัญญา

จิตแพทย์ซักประวัติฉันอย่างละเอียด และให้เล่าอาการที่ผ่านๆ มาของฉัน

จำได้แม่นยำว่า ฉันพูดไปร้องไห้ไป ลนลานและกลัวเสียงดังๆ ของคุณจิตแพทย์

อาการที่ฉันเป็นโดยรวม ณ ขณะนั้นคือ

ฉันเกลียดตัวเองที่เป็นคนไร้ค่า ฉันเครียดเรื่องงาน ความรัก การเรียน

ฉันไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต แต่ไม่ถึงกับอยากฆ่าตัวตาย

ฉันเซนต์ซิทีฟมาก ร้องไห้ได้กับทุกวสิ่งอย่าง

ฉันกลัวคนพูดเสียงดัง ตะคอก หยาบคาย

ฉันหูแว่ว คิดไปเองว่าคนนั้นคนนี้กำลังเกลียดฉัน และเขากำลังนินทาฉันอยู่

ฉันเห็นคุณตาที่ตายไปแล้วทุกครั้ง เวลาที่ฉันร้องไห้จนเผลอหลับไป

จิตแพทย์ลงความเห็นว่าฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง

แต่ไม่ถึงกับต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

ฉันต้องใช้ยาควบคุมอาการของฉัน

จิตแพทย์ให้ความรู้ฉันเพิ่มเติมว่า เวลาที่คนเราเครียด หดหู่ จะมีสารเคมีตัวหนึ่งหลั่งออกมาจากสมอง และจะไหลเวียนอยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน เมื่อเราเครียดเมื่อไหร่สารเคมีจะกลับมาทำงานและทำให้เรารู้สึกซึมเศร้าตลอดเวลา ต้องใช้เคมีจากยาเข้าไปรักษา

ฉันทานยาขนานใหญ่ หลังอาหารและก่อนอาการ มื้อละ 7 เม็ด สามเวลา และก่อนนอน ยาฤทธ์เยอะ ทำให้ฉันนอนได้ทั้งวันทั้งคืน

ทานยารักษาตัวเองอยู่หนึ่งปีเต็ม จนวันหนึ่งฉันค้นพบว่า ฉันพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่สังคม และฉันเลิกร้องไห้มาหลายเดือนแล้ว

ฉันลาขาดจากจิตแพทย์ไม่ไปรับยาเพิ่ม และใช้ชีวิตอย่างปกติสุขตลอดทั้งปี

แต่แล้วสองวันที่แล้วฉันต้องกลับไปหาจิตแพทย์คนเดิมของฉันอีกครั้ง

ฉันพบว่าตัวเองมีภาวะเครียดสูงจากเรื่องงาน ความรัก คนรอบข้าง

ฉันไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตอีกครั้ง

หมอลงความเห็นว่าฉันกลับมาเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอีกครั้ง

แค่ครั้งนี้ฉันดีกว่าเดิม ตรงที่มันไม่รุนแรง แต่มันฝังรากลึก

เป็นคงซึมเศร้ามาตั้งแต่วัยเด็ก ที่เกิดมาไม่ได้อยู่กับครอบครัว ถูกทิ้งจนเป็นเรื่องปกติ

ฉันจะค่อยๆ เล่า และระบายเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังอีกในวันต่อๆ ไป

วันนี้ฉันแค่อยากบันทึกเรื่องราวการเยียวยาจิตใจของตัวเอง แบ่งปันให้หลายคนที่กำลังเป็นเหมือนฉันได้เรียนรู้ว่า อย่าคิดว่าการไปพบจิตแพทย์เป็นเรื่องตลก หรือบ้าบอ การที่คุณซึมเศร้า เหงาอยู่บ่อยๆ

คุณอาจจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแอบแฝงโดยไม่รู้ตัว

แล้วเรามาแบ่งปันกันนะคะ